ทีวีของเรา

 
สินค้าของเรา
Ritmuller UP121RB
Ritmuller UP121RB
ดีที่สุดในการเริ่มต้น
฿127,200.00
 
เข้าสู่ระบบ
 
ยี่ห้อ
 
ประชาสัมพันธ์
 
อย่าพลาด!!!


Sound World สวนสนุกเสียงโดย "พ่อครัวเสียง"

ไม่เสียเงินซักบาท ไม่มีเวลาปิด เล่นได้จนมือหงิก ไม่โดนจิกไม่ต้องกลับ!!!

 
ไปรษณีย์ไทย
 
สินค้าขายดี
 
ตะกร้าสินค้า
0 รายการ
 

REVIEW: CASIO GP-500,GP-300,AP-700 GRAND HYBRID (ตอนที่ 1)!!!

ถึงแม้ Casio จะเป็นแบรนด์ที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดมากๆในช่วงสิบปีให้หลังมานี้ ตั้งแต่ได้ออก PX (Previa) Series รุ่นแรกออกมา  จากจุดเริ่มต้นที่เป็นมวยรองในทุกด้าน กลายมาเป็นผู้เล่นในตลาดอันน่ากลัว (จากคีย์ที่ทำได้ดี ไปชนรุ่นใหญ่ๆได้อย่างน่าใจหาย เสียงที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจน Features ที่สนุก สร้างสรรค์ และใช้ได้จริง รูปลักษณ์ที่สวยโดนใจ และที่สำคัญ ราคาที่เร้าใจมากๆ) แต่ก็คงจะไม่มีใครคิดถึงว่า อยู่ดีๆ Casio จะหาญกล้ามาออกเปียโนไฟฟ้ารุ่น Hi End ที่สุด มาชนกับเปียโนไฟฟ้าระดับFlagship ของคู่แข่ง ในราคาที่เรียกได้ว่าเอาราคาคู่แข่งมาหารสองหรือหารสาม ซึ่งคำว่า Flagship ในที่นี้คือ Flagship จริงๆอย่างเช่น Avantgrand N1,N2,N3 ที่ราคาของพวกนี้นี่ จะว่าไปแล้วก็เรียกได้ว่าเอาไปถอยรถ City Car ได้ทั้งคันเลยครับ 555 มาดูกันเลยดีกว่าครับว่าการเข้ามาในตลาดบนสุดของ Casio รอบนี้ จะมายังงัย มาไม้ไหน

 

Hybrid Grand… เพื่อ? 

ณ จุดนี้คงมีหลายๆคนสงสัยว่า เปียโนไฟฟ้าพิกัดราคาหลักแสน หรือหลายๆแสนนี่ ทำมาเพื่ออะไร เพราะราคาเท่านี้สามารถนำไปซื้อ Acoustic Upright Piano คุณภาพได้ หรือ Baby Grand ตัวเริ่มต้นได้ด้วยซ้ำไป คำตอบก็คือ เพื่อการฝึกซ้อมอย่าง จริงจัง ครับ  เปียโนไฟฟ้าในระดับนี้ ส่วนใหญ่หรือแทบจะทั้งหมดจะเป็น Hybrid Grand ประมาณว่าใช้คีย์จากอคูสติกแกรนด์เปียโนจริง แต่เสียงเป็นไฟฟ้า แล้วประโยชน์ของมันคืออะไร?มหาศาลครับ อย่างแรกก็คือ สำหรับหลายๆคนที่มีทักษะเปียโนระดับนึงแล้ว นักเรียนเปียโนคลาสสิคในระดับที่เริ่มจะสูง ไปจนกระทั่งถึง Concert Pianist พวกนี้ก็จะไม่ค่อยซ้อมกับ Upright Piano แล้ว เพราะคีย์ที่ไม่Responsive เท่าแกรนด์เปียโน  ไม่ไวเท่าแกรนด์เปียโน และไม่ตอบสนองต่อเทคนิคในระดับสูงๆเท่าแกรนด์เปียโน นอกจากนั้นอีกเหตุผลที่สำคัญก็คือ ในกิจกรรมอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเปียโน ตั้งแต่สอบเกรดไปจนกระทั่งถึงการแสดงเปียโน ก็แทบจะไม่มีที่ไหนเลยที่จะใช้ Upright Piano ดังนั้นหากเลือกได้ ก็คงไม่มีคนที่จริงจังกับเปียโนคนไหนที่อยากจะซ้อมกับ Upright Piano มากกว่า Grand Piano หรอกครับ อย่างไรก็ดีการซ้อมกับ Grand Piano นั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายขนาดนั้น โดยเฉพาะกับคนในยุคนี้ที่ชอบซ้อมเปียโนกลางคืนมากกว่ากลางวัน และอยู่คอนโดใจกลางเมืองหรือหอพักนักศึกษา (ที่ซึ่งเสียงและพื้นที่เป็นปัญหา) มากกว่าอยู่บ้าน ลำพังแค่สองปัจจัยนี้ ก็ทำให้การซ้อมเปียโนกับแกรนด์เปียโนจริงๆเป็นเรื่องยากแล้วครับ พวก Hybrid Grand จึงออกมาเพื่อตอบโจทย์ตรงนี้ คือคุณได้คีย์และ Action แบบแกรนด์เปียโนจริง แต่ได้ขนาดเครื่องที่เล็กลงมาเพื่อให้ตั้งวางได้ง่าย และได้เสียงของไฟฟ้าที่คุณสามารถปรับดังเบาหรือใส่หูฟังได้ เครื่องแบบนี้จึงมีค่ามากสำหรับคนที่จริงจังกับการซ้อมครับ

 

ไม่ได้มาคนเดียว

นี่เป็นตลาดที่ใหม่สำหรับ Casio และเป็นตลาดที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่งครับ เนื่องจากตลาดนี้เป็นตลาดที่บนที่สุดของเปียโนไฟฟ้าแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีการกั๊กในลักษณะใดเกิดขึ้นทั้งนั้น ทุกเจ้าให้สิ่งที่ดีที่สุดของตัวเองมาทั้งหมด และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายก็เป็นกลุ่มที่ ต้องการ และ คาดหวัง มากที่สุดด้วย Casio รู้ถึงจุดนี้ดี รอบนี้จึงไม่ได้มาคนเดียวครับ แต่มาพร้อมกับ Partner ที่เป็นผู้ผลิต Acoustic Piano ระดับท๊อปที่สุดในโลก นั่นก็คือ Bechstein (ถ้าใครไม่ได้คุ้นเคยกับ Bechstein ในลองนึกถึงรถยนตร์ดูครับ หากแบรนด์ที่เราคุ้นหูอย่าง Yamaha และ Kawai เป็น Toyota หรือ Honda, Bechstein ก็จะเป็นอารมณ์ประมาณ Bentley คือเป็นแบรนด์ที่ใครๆก็รู้จัก มีชื่อเสียง แต่น้อยคนมากๆที่จะมีโอกาสได้เป็นเจ้าของจากราคาค่าตัวมหาโหดของมัน)  การร่วมมือระหว่าง Casio และ Bechstein ในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอุตสาหกรรมเปียโนไฟฟ้า และเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาด Hybrid Grand ให้กับ Casio อย่างมหาศาล การร่วมมือกันในครั้งนี้ ทำให้มีอะไรใหม่ๆมาในซีรี่ส์ Grand Hybrid ที่ประกอบด้วย GP-500, GP-300 และ AP-700 เยอะมากๆครับ ไม่ว่าจะเป็น Natural Grand Hammer Action Keyboard, เสียงใหม่ของ Bechstein และBosendorfer, ระบบ Grand Acoustic System, Concert Play ฯลฯ

 

คีย์ (10/10)

นี่คือจุดขายที่สำคัญที่สุดของ Casio GP-500 และ GP-300 ครับ และนี่ก็เป็นจุดที่ทำให้ Casio กล้าที่จะเรียก Series นี้ว่า “Grand Hybrid” อย่างเต็มปาก โดยปกติแล้ว คีย์ของเปียโน Hybrid อย่างพวก Yamaha Avantgrand ก็จะใช้ Actionจากอคูสติกแกรนด์เปียโนจริงเลย แต่จะไม่มีสาย ซาว์นบอร์ด เฟรม เพราะเสียงจะถูกสร้างขึ้นมาจาก Tone Generator ในขณะที่คีย์ของเปียโนไฟฟ้ารุ่นท๊อปๆหลายๆยี่ห้อ (ที่ไม่ใช่พวก “Hybrid”) ตัวคีย์อาจจะทำมาจากไม้ แต่ในส่วนของAction หรือกลไกของคีย์ ก็ยังเป็นแบบเปียโนไฟฟ้าทั่วๆไป เรียกได้ว่ามีคีย์ มีค้อน มี Sensor แต่ไม่มีส่วนประกอบภายในของแอ็คชั่นของแกรนด์เปียโน เช่น Wippen, Jack, Roller ฯลฯ

 

แต่สำหรับ Casio แล้ว คีย์ Natural Grand Hammer Action Keyboard นี้ ไม่ใช่แบบทั้งสองแบบครับ Casio บอกว่า ในเมื่อเราใช้ Tone Generator เป็นแหล่งกำเนิดเสียง ไม่มีอะไรที่ต้องการการ Maintenance เช่น Tuning ทำไมเราไม่ทำกลไกของคีย์ให้มันแข็งแรง คงทน และไม่ต้องการการปรับแต่งอะไรทั้งสิ้น และนี่คือที่มาของคีย์ชุดนี้ครับ Natural Grand Hammer Action Keyboard จำลองทุกส่วนของ Grand Piano Action มา จำลองทุกจุดหมุน ทุกน้ำหนัก จริงๆ จะเรียกว่าจำลองก็ไม่ค่อยถูกนัก เพราะมันก็เหมือนเป๊ะเลยครับ ความรู้สึกที่เล่นจึงเป็นแกรนด์เปียโน 100% โดยที่ไม่ต้องมีข้อโต้แย้งใดๆครับ สำหรับน้ำหนักก็ Weight มาเท่า Concert Grand ที่เป็น Medium Weight ปกติเลยครับ ความรู้สึกมือเล่น A-B กับคีย์ของแกรนด์เปียโนจริงไม่มีความต่างเลย (หากไม่ใช่เปียโนที่ปรับมาให้เบาพิเศษ หรือหนักพิเศษเทคนิคอ่ะไรที่ซ้อมบนแกรนด์เปียโนได้ ก็จะมาซ้อมบนนี้ได้ และอะไรที่ซ้อมบนนี้ได้ ก็จะนำมาใช้บนแกรนด์เปียโนได้เช่นเดียวกันครับ ทำให้คีย์ชุดนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการซ้อมเปียโนแบบจริงจัง คนที่มีแกรนด์เปียโนอยู่แล้ว อยากมีเครื่องไว้ซ้อมกลางคืน หรือนักเรียนนักศึกษาที่อยู่คอนโดหรือหอพัก ที่ต้องการเครื่องซ้อมแบบจริงจัง โดยที่จะไม่รบกวนคนข้างๆห้อง ซึ่งจริงๆแล้ว ในงบประมาณเท่านี้ แต่ก่อนนี่เรียกได้ว่าเป็นไปไม่ได้เลยครับที่จะได้คีย์ระดับนี้ เพราะ Hybrid Grand ของเจ้าตลาดมีราคาที่สูงกว่านี้มาก

 

ในส่วนของ AP-700 นั้นไม่ได้ใช้คีย์ชุด Natural Grand Hammer Action Keyboard นี้ครับ แต่จะมากับคีย์ชุด Scaled Hammer Action II ซึ่งเป็นคีย์ที่อยู่ใน PX และ AP Series ทั่วไป จริงๆจะว่าไปแล้ว หากไม่ได้นำมาเปรียบเทียบกับNatural Grand Hammer Action Keyboard ก็ต้องบอกว่าคีย์ชุดนี้ทำมาได้ดีมากๆแล้วครับ ในแง่ของการตอบสนอง (Responsiveness)   ตั้งแต่ pppp ไปจนถึง ffff ที่ทำได้ค่อนข้างนิ่งเป็นกราฟเส้นตรง ไม่มีช่วงไหนที่คุมน้ำหนักยากเป็นพิเศษ Repetition ของคีย์ทำได้ดี ไม่มีปัญหาเวลาที่ต้องการเล่นเทคนิคที่ต้องการคีย์ไวๆ เช่น Trills หรือ Arpeggio ที่มีโน้ตตัวซ้ำกัน ตัวคีย์นั้นทำมา Smooth กว่ารุ่นก่อนเยอะครับ จะไม่รู้สึก ตึกๆ เสียงดังๆเวลากดคีย์ลงไป

 

เสียง (7.5/10) (8.5/10 เมื่อบวก Grand Acoustic System ลงไป)

ในเมื่อเรากำลังพูดถึง Hybrid Piano ซึ่งเป็นตลาดบนที่สุดของเปียโนไฟฟ้า ผมก็จะใช้มาตรฐานสูงที่สุดในการรีวิวเสียงเปียโนเจ้า Casio Grand Hybrid Series ด้วยเช่นกันครับ เสียงเปียโนของ Grand Hybrid นั้น Casio จัดมาให้ถึงสามหลังด้วยกัน โดยสามหลังนี้มี Character ที่ต่างกันชัดเจนมากครับ ประกอบด้วย Berlin Grand – Bechstein, Hamburg Grand – Steinway และ Vienna Grand – Bosendorfer โดยสองในสามเสียงนี้ (Bechstein และ Bosendorfer) เป็นเสียงที่Sampledมาใหม่ครับ ส่วน Steinway นั้นเป็นเสียงที่เราได้ยินมาอยู่แล้วจาก Casio รุ่นอื่นๆ

 

เสียงเบอร์หนึ่งของทั้ง GP-500,GP-300 และ AP-700 คือเสียง Berlin Grand หรือ Bechstein ครับ ซึ่งเสียของ Bechstein ก็ออกมาเป็น Bechstein เลย คือ Warm, Soft และ Round ครับ เสียงของ Bechstein เป็นเสียงที่มี Color ที่ชัดเจน และมี Color Palette ที่หลากหลายให้นักเปียโนได้เลือกใช้ตาม Dynamic ถ้าจะให้พล็อตลงบนกราฟ เสียงของ Bechstein จะอยู่ตรงกลางพอดี ระหว่าง Steinway และ Bosendorfer ครับ คือเสียงของ Bechstein จะ Warm กว่า Steinway มีเนื้อมากกว่าในทุกช่วงเสียง แต่จะไม่มีพลังเท่า Steinway โดยเฉพาะในช่วงเสียงเบส ในขณะที่ Bosendorfer จะ Warm ไปกว่า Bechstein อีก เสียงมีเนื้อและมวลมากกว่า แต่ Projection ของเสียงจะน้อยกว่า ดังนั้นจะว่าไปแล้วเสียงนี้ก็เป็นเสียงที่ใช้ได้หลากหลายครับ แต่จะเหมาะกับเพลงคลาสสิคหรือการเล่นโซโล่คนเดียวมากกว่า เนื่องจากเป็นเสียงที่หนาและ round

Casio จำลอง String Resonance, Damper Resonance, Noise ต่างๆ Parameters ต่างๆออกมาได้ค่อนข้างดีครับ ทำให้เสียงมีชีวิตชีวาขึ้นมากเลย แต่ก็ยังมีข้อเสียตรง Decay ของโน๊ต ที่โดยส่วนตัวแล้วผมว่ามันก็ยังดูสั้นไปนิดๆ พอเล่นLegato แล้วยังไม่หวานย้อย ซึ้ง ทั้งๆที่หัวเสียงก็ทำมาได้ดี สมจริงมากๆแล้ว

 

เสียงที่สองคือเสียง Hamburg Grand/Steinway ครับ โดยส่วนตัวแล้วผมว่าเสียงนี้ล่ะจ่ะเป็นเสียงที่ถูกใช้บ่อยที่สุด เพราะเป็นเสียงที่ Bright ที่สุด, Projection ของเสียงดีที่สุด และมี Power โดยเฉพาะในช่วงเบสที่มากที่สุด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเสียงเหมือนสมจริง หรือเพราะมากที่สุดนะครัย นี่คือเสียงที่อยู่ตรงกลางพอดีระหว่าง Bechstein และ Bosendorfer ครับ จะเอาไปเล่นเพลงป๊อปก็ได้ เพลงเร็วก็ได้ หรือเพลงคลาสสิคที่โวยวายๆก็เหมาะ เพราะเบสของSteinway D นั้นพลังหายห่วงอยู่แล้วครับ

 

เสียงที่สามก็คือ Vienna Grand/Bosendorfer ครับ เสียงนี้เป็นเสียงที่ชุ่มฉ่ำที่สุด ตามสไตล์ Bosendorfer เล่น Single Note เพราะมากที่สุดในสามเสียงนี้ แต่ก็จะมีพลังน้อยที่สุดเช่นกันครับ คือเบสน่ะมี แต่จะเป็นเบสที่ออกแนวกว้าง ไม่ใช่แนวลึก เสียงลักษณะนี้จะนำไปเล่นเพลงช้าๆ ซึ้งๆได้ดีครับ แต่อาจจะจมไปนิดเมื่ออยู่ในวงหรือในออเคสตร้า

 

ติดตามตอน 2 ของรีวิวนี้ (ต่อเรื่องเสียง, Features, สรุป & แนะนำ) ได้ที่นี่ครับ!

 

_____________________________________________________________