ทีวีของเรา

 
สินค้าของเรา
Kawai ES-8
Kawai ES-8
ฟินซะยิ่งกว่าฟิน !!
฿5.00
 
เข้าสู่ระบบ
 
ยี่ห้อ
 
ประชาสัมพันธ์
 
อย่าพลาด!!!


Sound World สวนสนุกเสียงโดย "พ่อครัวเสียง"

ไม่เสียเงินซักบาท ไม่มีเวลาปิด เล่นได้จนมือหงิก ไม่โดนจิกไม่ต้องกลับ!!!

 
ไปรษณีย์ไทย
 
สินค้าขายดี
 
ตะกร้าสินค้า
0 รายการ
 

Casio PX-750

Casio PX-750
กดเพื่อขยายขนาด
ราคา: ฿31,500.00
สถานะสินค้า: ในสต็อค
โมเดล: เพื่อความครบ
ผู้ผลิต: Casio
ความนิยมเฉลี่ย: ยังไม่มีอัตราความนิยม

รุ่นนี้มีสองสีนะครับคือ ขาว กับ ดำ นี่เป็นเปียโนที่เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ PX-150 ในแบบขั้นกว่า คือ มีลำโพงที่ดีกว่า รูปร่างสวยกว่า และเป็นรูปร่างแบบสมัยใหม่ มี pedal แบบสามก้าน โดยไม่ต้องไปซื้อเพิ่ม และก็ไม่สนใจว่าจะเสียความสามารถในการเคลื่อนย้ายของเจ้า PX-150 ไป เพราะเจ้า 750 มันหนักครับ ถ้านี่คือสิ่งที่คุณต้องการ ก็ไม่มีอะไรที่เหมาะไปกว่าเจ้าตัวนี้ครับ แต่หากคุณต้องการรูปร่างที่เหมือน Acoustic Piano ก็อาจจะต้องเพิ่มเงินอีกซักนิด (นิดเดียวจริงๆ) แล้วขยับไป AP-250 ครับ ซึ่งรุ่นนั้นเอาเข้าจริงก็เหมือน 750 ไปแทบจะซะทุกอย่างน่ะแหละ ต่างกันก็แค่ทรงครับ

มหากาพย์รีวิว: Casio PX-150, 350, 750, 850, AP-250, 450, 650 ทีเดียวทั้งตระกูล รีวิวครั้งใหญ่ที่สุดในโลก พลาดไม่ได้ครับ ตอนที่ 1

มหากาพย์รีวิว: Casio PX-150, 350, 750, 850, AP-250, 450, 650 ทีเดียวทั้งตระกูล รีวิวครั้งใหญ่ที่สุดในโลก พลาดไม่ได้ครับ ตอนที่ 2

มหากาพย์รีวิว: Casio PX-150, 350, 750, 850, AP-250, 450, 650 ทีเดียวทั้งตระกูล รีวิวครั้งใหญ่ที่สุดในโลก พลาดไม่ได้ครับ ตอนที่ 3

 

Casio PX Series เป็น เปียโนคู่ใจมือใหม่มาซักพักใหญ่แล้วครับ เนื่องมาจากว่าเสียงมันก็พอโอเค แอคชั่นก็ไปได้ พกพาได้ ย้ายง่าย จะเอาไปตั้งที่บ้าน ก็ได้คอนโดก็ดีเพราะมันเล็กดี รูปทรงถึงจะไม่ใช่ขั้นนางงามแต่ก็สอบผ่าน และที่สำคัญที่สุดคือ ราคาที่แสนจะมิตรภาพ จ่ายสองหมื่นกว่าบาทได้ทั้งเปียโน แสตนด์ pedal เก้าอี้ เรียกได้ว่าเสียบปลั๊กก็พร้อมเล่มทันที ไม่ต้องไปตามหาเก้าอี้เปียโนอีกให้เมื่อยตุ้ม (ซึ่งหลายๆคนพอหาไม่ได้ ก็ไปจบที่เก้าอี้กินข้าวซะงั้น ซึ่งอันนี้ไม่แนะนำเลยครับ) ทำให้ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมมันถึงเป็นรุ่นขายดีระเบิดเถิดเทิง เพราะมันมี 2 ค นั่นเองครับ นั่นก็คือ คุ้ม กับ ครบ

จากจุดเริ่มต้นของ PX-Series ตั้งแต่ตระกูล 100,110,120,130 จนมาถึง 150 นี้ก็ผ่านมาห้ารุ่นแล้วครับ จากเปียโน คุ้ม กับ ครบ Casio ก็อยากจะทำให้มัน "ดี" ขึ้นมาด้วย เราจึงได้เห็นวิวัฒนาการ เทคโนโลยีใหม่ๆมากมาย เรียกว่ามากันทั้งบริษัท ถูกจับมาใส่ในเจ้า x50 series ตัวนี้ (Series X50 ก็คือซีรี่ส์ที่มีเลข 5 อยู่ตรงกลาง นั่นก็คือ px-150, 350, 750, 850 ครับ) ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาแบบใหม่ คีย์ชุดใหม่ ( Tri-Sensor, Scaled Hammer-Action Keyboard ที่มาพร้อมกับ Ebony and Ivory Feel Keys ให้สัมผัสของงาช้าง) เสียงชุดใหม่ 4 Layer Stereo Piano ที่มีขนาดใหญ่เป็นสามเท่าจากรุ่นที่แล้ว และใช้เทคโนโลยี “AiR” (Acoustic and intelligent Resonator) เพื่อเพิ่มความเป็นอคูสติกของเสียงที่ออกมา นอกจากนั้นก็ยังมี Hammer Response และ Damper Resonance Simulator เพื่อจำลอง Resonance ในเวลาที่เราใช้ Sustain Pedal

จากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าอ่านเสป็คนี้จากกระดาษ ก็คงไม่มีใครคิดว่าเป็น Casio แน่ๆ ครับ และก็คงจะไม่มีใครคิดว่ามันราคาเท่านี้ เพราะเสป็คคร่าวๆข้างบนนี้ มันเป็นเสป็คของเปียโนไฟฟ้าราคาหลายๆหมื่น ไปจนกระทั่งหลักแสนทั้งนั้น แต่นี่มันสองหมื่นกว่าบาท!!! เอาล่ะ มาดูกันดีกว่าว่า มันจะเป็นเปียโนเทพจริงๆเหมือนในเสป็คหรือเปล่า  รีวิวนี้สามารถใช้ได้ทุกรุ่นเลยนะครับที่เป็น series X50 – จะ 150,350,750, 850 ก็ได้ หรือจะเป็นพวก Celviano AP250,450,650 ก็ได้เช่นกัน เพราะทุกรุ่นที่กล่าวมานี้ใช้เสียงและคีย์ที่เหมือนกันทั้งหมดครับ จะต่างกันที่ ฟังก์ชั่น รูปร่าง ลำโพง เท่านั้น

 

คีย์

สัมผัสแรกที่กดลงไปบนเจ้า PX-150 นี้ ก็บอกได้เลยครับว่ารู้สึกพิเศษมากๆ ตรงที่ว่ามันเป็น Ebony and Ivory Feel Keys นั่นล่ะครับ ตัวคีย์มันมี Texture ที่ทำเลียนแบบงาช้างในคีย์ขาวและไม้ Ebony ในคีย์ดำ แทนที่จะเป็นแบบมันเรียบ หรือแบบด้านเรียบ ทำให้สัมผัสมันดูแพงขึ้นมาทันทีเลย รู้สึกดีขึ้นมากเวลาที่สัมผัส ซึ่งเจ้า Ebony and Ivory Feel Keys ของ Casio นี้มันจะให้ความรู้สึกที่ เยอะมากกว่า Ivory Feel ของ Roland และของ Kawai ครับ คือทั้งสองเจ้านั้นเค้าจะทำร่องเล็กๆตื้นๆน้อยๆ ให้พอได้ฟีล Ivory แต่ลูกพี่ Casio ของเรา ทำเป็นร่องซะทั้งคีย์เลยครับ และร่องก็จะลึกกว่า Roland และ Kawai ด้วย ซึ่งบางคนก็จะถามว่า มากไปมั้ยเนี่ย?” ส่วนตัวผมก็รู้สึกว่ามากไปซะเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้สนใจครับ คือมันมี texture มากกว่าคีย์ Ivory จริงๆ แต่มันก็ให้ฟีลลิ่งที่ดีขึ้นกว่าคีย์ใน  PX Series รุ่นก่อนๆที่ไม่ได้เป็น Ebony and Ivory Feel Keys ค่อนข้างมากเลยในเรื่องของสัมผัสครับ

มาที่น้ำหนักของคีย์กันบ้าง สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ค่อยจะชอบเท่าไหร่นักสำหรับคีย์ของ PX Series รุ่น เก่าๆก็คือ มันมีน้ำหนักที่ดี และเป็นคีย์ที่จัดได้ว่าเร็วจริงครับ แต่มันเป็นน้ำหนักที่ไม่ธรรมชาติ  คือเวลากดลงไปแล้ว มันจะเด้งกลับแบบกระแทกๆ ทำให้เวลาซ้อมนานๆแล้วจะรู้สึกล้าๆเหมือนกัน แต่กับ Action ชุดใหม่ Tri-Sensor, Scaled Hammer-Action Keyboard นี้ การเด้งกลับของคีย์ทำได้นุ่มนวลขึ้นมากครับ และที่สำคัญคือมันนุ่มนวลขึ้นโดยที่ไม่เสียไปซึ่งความเร็วด้วย คีย์สามารถเล่นพวก arpeggios ไวๆ หรือ trills ได้อย่างทันไม้ทันมือมาก  ซึ่งต้องยอมรับว่า Casio ทำการบ้านตรงนี้มาได้ค่อนข้างดี ส่วนความลึกของคีย์นั้นจัดอยู่ในระดับไม่ลึกครับ ลึกเท่าๆกับรุ่นเก่า ไม่ได้รู้สึกลึกเหมือนคีย์พวก Roland ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนครับว่าชอบแบบไหน ไม่มีอันไหนดีอันไหนไม่ดี

อย่างไรก็ตาม การเด้งกลับของคีย์ที่ smooth ขึ้นนั้นมันก็มีสิ่งที่ต้องแลกครับ ซึ่งก็อาจจะมีบางคนที่ไม่ชอบ นั่นก็คือ ปกติแล้วคีย์ของ PX Series มันจะรู้สึกว่าแน่นๆ firm มาก แต่สำหรับคีย์ชุดนี้ มันจะสามารถขยับซ้ายขวาได้เล็กน้อย นั่นก็คือจะรู้สึก firm แน่นๆ น้อยลงกว่า PX Series รุ่น เก่าๆซักเล็กน้อย แต่อย่างไรก็ตามข้อเสียตรงนี้ผมกลับชอบนะครับ เพราะมันทำให้คีย์มันมีชีวิตมากขึ้น  เนื่องจากว่ามันไม่เหมือนกับกดลงไปบนอะไรที่แน่นๆ แล้วดีดกลับแรงๆเหมือนแต่ก่อน คีย์มันดู Relax และ Smooth ขึ้นพอตัวเลยครับ

สรุป ในเรื่องคีย์ก็คือ ผมรู้สึกชื่นชมกับการพัฒนาที่เห็นได้ชัดเจนมากๆเลยครับ มันเล่นได้ดีขึ้นและสนุกขึ้นจริงๆ เล่นแล้วไม่ได้มีความรู้สึกเลยว่ากำลังเล่นคีย์ราคาถูกอยู่ และไม่มีลักษณะของคีย์ราคาถูก ที่มักจะเหนียวๆ หนืดๆ อย่างไม่ธรรมชาติ เหมือนเราเอามือไปจุ่มแยมแล้วไปเล่นเปียโนแบบนั้นล่ะครับ  ในราคาสองหมื่นกลาง ผมว่ายกนี้ Casio เป็น ต่อคู่แข่งอยู่พอตัวเลยครับ จากรีวิวตามเว็บฝรั่งหลายๆเว็บ ก็จะเห็นว่ามีหลายๆคนพูดว่าเจ้าคีย์ชุดใหม่นี้ มันดีกว่าคีย์ของเปียโนไฟฟ้าที่ราคามากกว่ากันหลายๆเท่าตัวซะอีก อันนี้ผมว่าก็ไม่ได้เป็นคำกล่าวที่เกินจริงเลยนะครับ คือถ้าคู่แข่งยังจะเอาคีย์แบบรุ่นเล็กๆ ตัดเสป็คมาชนกับเจ้าตัวนี้แล้ว รับรองว่าเอาไม่อยู่แน่ๆครับ

 

เสียง

ก่อนที่จะได้เล่นเจ้า PX-150 ผมได้มีโอกาสดูคลิปใน Youtube คลิปหนึ่งจาก Casio ที่เอา AP-650 (เสียงเดียวกับ PX-150 และซีรี่ส์ x50 ทั้งหมด) มาเล่นเพลง Rondo Alla Turca ของ Mozart กับคอนเสิร์ตแกรนด์เปียโน  Steinway Model D มา เทียบกัน ก็ต้องยอมรับว่าผมรู้สึกตื่นเต้นเลยครับที่เปียโนราคาเท่านี้ จะทำได้ขนาดนี้ แน่นอนว่ามันไม่ใช่อะไรที่ดีที่สุดที่ผมเคยได้ยิน แต่ในระดับราคาสองหมื่นกว่า ก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าอะไรจะสู้มันได้ ณ ตอนนั้นผมคิดไปถึงว่า ถ้าตอนเล่น PX-150 แล้วมันได้อย่างงี้จริง คู่แข่งมีลำบากแน่ๆครับ

แต่ฟีลลิ่งในการเล่นจริงมันไม่ได้เป็นแบบที่ผมได้ยิน 100% ครับ ถึงแม้ว่าเสียงของเจ้า PX-Series นี้จะมีความจุมากกว่ารุ่นก่อนถึงสามเท่า และเป็นเสียง 4 Layers พร้อมกับเทคโนโลยี AiR และพวก Damper Resonance ฯลฯ สเป็คแรงมากๆ แต่ Connection ระหว่างผู้เล่นกับเครื่องดนตรีก็ยังสามารถทำให้ดีกว่านี้ได้ครับ คือเสียงมันเหมือน Acoustic Grand Piano มากขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ เยอะมากๆ คือมันเป็นเสียง Steinway เลยครับเวลาฟังกับหูฟัง แต่เวลาเล่นแล้วจะรู้สึกว่า sustain ค่อนข้างสั้น ทำให้เล่นเพลงช้าได้ไม่ค่อยหวานซึ้งเท่าที่ควร ประกอบกับลำโพงของเจ้า PX-150 ที่ เสียงดังดีแต่ไม่มีเบสเอาซะเลยอีก (ก็ลำโพงมันเล็กเท่านั้น... แต่ก็อีกล่ะครับ เปียโนที่ราคาประมาณนี้ หรือที่อยู่ในพิกัดราคาสามหมื่นกว่าบาท มันก็ขนาดนี้กันทั้งนั้น) ยิ่งทำให้มวล ความลึกและวิญญาณของเสียงเบสมันน้อยลง (แต่ปัญหาเรื่องลำโพงนี้ไม่เป็นกับ PX หรือ AP รุ่นที่ใช้ลำโพงใหญ่ๆครับ) คือแน่นอนว่าถ้าเล่นเพลงเร็วอย่าง Rondo Alla Turca เหมือนในคลิป เสียงมันก็จะฟังออกมาดูดีเหมือนในคลิปนั่นล่ะครับ แต่ลองเอาไปเล่นเพลงอย่าง Nocturne หรือเพลง Ballade ช้าๆ เพลงเกาหลีซึ้งๆ ก็จะเริ่มเห็นถึงข้อจำกัดของมัน ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการใช้ Sample ถึง 4 Layers ทำให้ความจุของเสียงแต่ละใน Layer นั้นจำเป็นต้องน้อยลง ก็เลยต้องไปหั่นออกจาก Decay ของเสียงเอา ทำให้เสียงออกมาดีในทีแรก แต่ถ้าเล่นพวก Legato จะฟังดูค่อนข้างกุดครับ

อีกอย่างที่สำคัญก็คือเสียงชุดใหม่นี้ถูก sampled มาจากเปียโนที่ถูกอัดมาโดยใช้ไมโครโฟนในตำแหน่งที่ค่อนข้างใกล้กับค้อนของเปียโน (Close Position) ครับ ทำให้ได้เสียงที่ชัดและรุกเร้า อันนี้อาจจะเป็นความตั้งใจของ Sound Engineer ของ Project นี้ในการพยายามจะดึงเอา wood tone ของเปียโนออกมา คือทำให้มัน ใกล้และ เหมือนและ ฟังดูอคูสติกนั่นล่ะครับ แต่ผลที่ได้คือ ทำให้ความแตกต่างของเนื้อเสียงในแต่ละ Layer มันออกมาน้อยไปหน่อย ประกอบกับ Velocity Curve ที่โปรแกรมมาอาจจะยังไม่ลงตัวเท่าไหร่นัก ทำให้เวลาเล่นเจ้าเปียโนตัวนี้แล้วรู้สึกว่าตัวเองจะเล่น Velocity สูงๆ กระแทกๆ อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากเสียงหรือ Velocity Curve ของมันไม่ค่อยชวนให้เล่นกับ Dynamic ของเสียงซักเท่าไหร่ ปกติเวลาที่เราไปเล่นพวก VST Pianos ดีๆ หรือ Acoustic Grand Pianos ดีๆเนี่ย เราจะใช้ Velocity Range ที่กว้างขึ้นเยอะโดยไม่รู้ตัวเลยครับ เพราะเสียงมัน คีย์มัน Velocity Curve ที่เป็นธรรมชาติของมัน จะชวนให้เราทำแบบนั้นโดยอัติโนมัติ แต่สำหรับเจ้า PX Series รุ่นใหม่นี้ ต้องบอกว่า หากพูดถึงเสียงเพียงอย่างเดียวแล้ว ก็คงอาจจะกล่าวได้ว่า ทั้งเสียงและ Dynamic ของมันได้ถูกปรับปรุงไปเยอะเลย จะมาเสียก็ตรง Playability นี่ล่ะครับที่ Casio อาจจะโปรแกรม Velocity Curve ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้ connection ระหว่างผู้เล่น เสียง แล้วก็คีย์ มันยังไม่ค่อยจะลงตัว ซึ่งพอมาบวกกับลักษณะของเสียงที่เป็นแบบใกล้ (closed position) กับเปียโนอีก ก็เลยทำให้ไอ้จุดอ่อนข้อนี้มันเด่นชัดมากขึ้น.......

อืมมมมมม เบรคซักพักนะครับ......

ใน ระหว่างที่เขียนอยู่นี้ ผมก็กำลังเอามือไปตบหัวตัวเองอีกแล้ว "นี่เรากำลังเทียบเจ้าสิ่งนี้กับ Nord Piano 2 หรือนี่"....... คือไอ้ข้อจำกัดเหล่านี้เนี่ย มันจะไม่ถือว่าเป็นข้อจำกัดเลยครับหากเราเทียบกับเปียโนที่ราคาใกล้ๆกัน ซึ่งยังมีบางแบรนด์ที่เอาเสียง Stereo Sampling 1 Layer เทคโนโลยีเมื่อซัก 20 ปีมาแล้วมาใช้อยู่เลย ในราคานี้ กับเสป็คเท่านี้ ถ้าจะให้พูดอย่างยุติธรรม ก็คงต้องบอกว่ามันเทพมากๆในคลาสนี้แล้วครับ ถ้านี่คือมหาวิทยาลัยจิตรกรรมที่สอนวาดเขียน เจ้า Casio Series x50 นี้ ก็จะเป็นนักศึกษารุ่นพี่ปี 4 ที่ได้เกรดเฉลี่ยสามกลางๆไปจนถึงเผลอๆสามปลายๆ อย่างแน่นอนครับ จะโดนหักคะแนนไปก็จาก decay ของเสียงที่สั้นไปและลักษณะของเสียงที่ closed ไปนิด (อย่างหลังนี่เป็นเรื่องของความชอบส่วนตัวล้วนๆนะครับ) เท่านั้นเองครับ แต่เผอิญเมื่อกี้ผมดันเผลอเอางาน Thesis นักศึกษาจิตรกรรมปี 4 ไปเทียบกับภาพของอาจารย์เฉลิมชัย ซึ่งมีที่นี่ที่เดียว The Sound Chef Only ครับ 55555

 

เสียงอื่นๆและฟังก์ชั่นอื่นๆ

นี่คือสิ่งที่ผมเชื่อว่าคนกว่า 98% ที่ซื้อ PX-150 หรือ PX Series หรือ AP Series จะ ไม่ได้ใช้ครับ และก็เป็นสิ่งที่จะถูกสนใจน้อยที่สุด เพราะกลุ่มลูกค้าหลักของทั้งสองซีรี่ส์นี้ก็คือคนที่เล่นเปียโนอย่างเดียว เป็นหลัก ซื้อมาซ้อมเปียโน ฝึกเปียโน ซึ่งสำหรับในส่วนนี้ผมจะขอรีวิวแค่เจ้า PX-150 ละกัน เพราะใน PX Series รุ่นอื่นๆ หรือ AP Series จะมีจำนวนของเสียงและฟังก์ชั่นที่แตกต่างกัน สำหรับ PX-150 นั้นจะมีเสียงทั้งหมด 18 เสียง และเสียงบนหน้าปัด (panel tones) สามเสียง ซึ่งประกอบด้วยเสียงเปียโนหลัก (Concert Grand) เสียง Modern Piano ซึ่งจะเป็นเสียงเปียโนแบบใสๆ บางๆ แต่จะชัดขึ้น เหมาะสำหรับใช้เล่นในวงหรือเล่น Accom และเสียง Electric Piano แบบ Rhodes ซึ่งพอจะเล่นแก้เหงาไปได้ ส่วนเสียงอื่นๆ พวก FM-EP, Strings, Harsichord, Organ, Bass, Vibraphone ฯลฯ ก็ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้นมากมายครับ ต่างก็เป็นเสียงรีไซเคิลจากรุ่นที่แล้วนั่นล่ะครับ ในส่วนของฟังก์ชั่นต่างๆพื้นฐานก็มีมาให้ครบสำหรับมือใหม่ที่จะต้องการครับ พวก Metronome, Split, Layer, USB, Headphone outs, recorder ฯลฯ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นอะไรที่ให้มาพื้นฐานสำหรับเปียโนระดับนี้อยู่แล้ว จึงขอข้ามไปเลยละกันครับ

 

สรุป

ก่อน อื่นอยากจะให้ตระหนักไว้ว่าที่ผมทำการรีวิวในครั้งนี้ ผมใช้มาตรฐานที่สูงที่สุดเป็นบรรทัดฐานในการรีวิว ไม่ใด้รีวิวจากมาตรฐานเปียโนราคาสองหมื่นกว่าบาทนะครับ ดังนั้นข้อเสียที่ผมพูดมา หากเป็นมือใหม่ หรือ เป็นคนที่ไม่ได้ต้องการอะไรมากมายจากเปียโน คือซื้อมาเพื่อซ้อมเปียโน ฟังว่าเสียงมันออกมาเป็นยังงัย ก็อาจจะไม่ได้รับรู้ถึงข้อเสียอะไรตรงนี้เลยก็ได้ครับ การที่ผมเอาเสียงของเจ้า PX-150 นี้ไปเทียบกับ VST Pianos ดีๆ จริงๆแล้วมันเป็นอะไรที่ไม่มีใครเค้าทำกัน หรือการที่คาดหวัง Perfect Connection ระหว่าง คีย์ เสียง และผู้เล่น, การคาดหวังเปียโนไฟฟ้าระดับนี้ให้เล่น Legato ได้ไพเราะ, การคาดหวัง Damper Resonance ที่ สมจริง ฯลฯ ต่างก็เป็นความคาดหวังที่ไม่สมกับราคาทั้งสิ้น ฉะนั้นอะไรที่ผมบอกว่ายังไม่ดี ก็อาจจะไม่ได้แปลว่าไม่ดีนะครับ เพราะสำหรับมือใหม่หรือผู้ที่ยังไม่เชี่ยวชาญ คุณอาจจะไม่รู้สึกอะไรเลยก็ได้ ก็อย่างที่กล่าวไปข้างต้นครับ ผมใช้มาตรฐานของตัวเอง และมาตรฐานที่สูงที่สุดเป็นบรรทัดฐานในการรีวิวครับซึ่งการเลือกซื้อเปียโน ไม่ว่าจะรุ่นไหนนั้น จริงๆแล้วมันจบอยู่ที่คำเดียว นั่นก็คือ ชอบ หรือ ไม่ชอบ ครับ ถ้าชอบ ต่อให้ใครจะมาว่ายังงัย ก็ควรซื้อ แต่ถ้าไม่ชอบ ต่อให้รีวิวจะเลอเลิศขนาดไหน จะมีใครชมอะไรยังงัย ก็ไม่ควรซื้อครับ

PX-150 และ PX-Series รุ่นใหม่ล่าสุด (x50) นี้ นับเป็นการพัฒนาจากรุ่นที่แล้วอยากมากชนิดผิดหูผิดตาไปเลยกันจริงๆ เป็นการอัพเกรดทั้งเสียง แอ็คชั่น หน้าตา เป็นเปียโนที่อาจจะกล่าวได้ว่ามีทัชชิ่งที่ดีที่สุดในเปียโนระดับนี้ และเผลอๆจะสู้กับเปียโนระดับราคากลางๆและสูงๆได้พอฟัดพอเหวียงเลยทีเดียว ในเรื่องของน้ำหนัก สัมผัส ตลอดจนการตอบสนอง ความรู้สึกและความเร็วในการเด้งกลับของคีย์ มีเสียง 4-Layer ที่พัฒนาไปเกินตัวมากๆ เสียงมีความเป็น Acoustic Piano และมีกลิ่นของ Steinway อยู่มากกว่ารุ่นก่อนมาก แต่ก็ยังมีจุดอ่อนที่การเล่น Legato ที่ยังทำได้ไม่ดีเท่าทีควร เสียงยังค่อนข้างสั้นอยู่, Connection ระหว่างเสียง คีย์ และผู้เล่น ที่ยังโปรแกรมมาได้ไม่เนียนพอ, ลำโพงขนาดเล็กที่เสียงดังแต่ไม่มีรายละเอียดและเบสที่เพียงพอ

ไม่ต้องสงสัยว่า PX-150, PX Series และ AP Series ใหม่ นี้ มีเสียงและคีย์ที่ดีเกินพอสำหรับการเริ่มต้นหัดเปียโน เอาไว้ซ้อมเปียโน เอาไว้เล่นเพื่อความสนุกสนาน บันเทิงในครัวเรือน ดีเกินพอที่จะทำให้คู่แข่งในราคาใกล้เคียงกันต้องปาดเหงื่อ อยู่ในภาวะตกที่นั่งลำบาก แต่หากสิ่งที่คุณแสวงหาคือเสียงเปียโนที่ดีที่สุดในปัจจุบัน, Sound เปียโนที่จะเอาไว้ใช้ในอัลบั้ม, เปียโนที่จะทำให้คุณเล่นแล้วน้ำตาไหลด้วยความปลื้มปิติหรืออะไรทำนองนี้ เจ้า PX-150, PX Series และ AP Series ใหม่นี้ อาจจะยังไม่สามารถให้คุณได้ครับ

____________________________________________________________________

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:


ความคิดเห็น: คำแนะนำ: HTML จะไม่ถูกแปลง!

ความนิยม: แย่            ดี

ป้อนรหัสในกล่องข้างล่างนี้:

ไม่มีรูปภาพเพิ่มเติมสำหรับสินค้านี้